| CristianoRonald... 的个人资料Manchester United Footba...照片日志列表 | 帮助 |
|
5月9日 ประวัติฟุตบอลโลก 2สวิตเซอร์แลนด์ 54 ดอยช์ช็อกเมจิกแม็กยาร์
หลังจากผ่านเรื่องเศร้าของชาว แซมบ้า มา 4 ปี ถ้วย ชูลส์ ริเมต์ กลับมาอยู่ในยุโรปอีกครั้ง โดยมี สวิตเซอร์แลนด์ ชาติที่มีสำนักงานใหญ่ของฟีฟ่าตั้งอยู่ รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นก็คือนักเตะแต่ละคนเริ่มมีการใช้เบอร์เสื้อเป็นครั้งแรก ในการแข่งขันครั้งนี้ "แม็กยาร์" ฮังการี จัดว่าเป็นทีมเต็งของการแข่งขันอย่างชัดเจน หลังจากที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกมาครองในการแข่งขันที่ เฮลซิงกิ เมื่อปี 1952 และสถิติก่อนหน้านั้นก็สุดยอดเมื่อไม่แพ้ใครมากว่า 33 นัด ซึ่งก็คือการไม่แพ้ใครมาตั้งแต่ปี 1950 โดยตัวชูโรงก็ยังมีชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้คือ เฟเรนซ์ ปุสกัส, โจเซฟ บอสซิค และ ซานดอร์ คอสซิส สำหรับการแข่งขันในรอบคัดเลือกนั้นมีจำนวนชาติที่เข้าร่วมมากกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการที่สหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย หรือเอเอฟซี เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นมาในปีนี้ และก็มี เกาหลีใต้ เป็นตัวแทนมาทำการแข่งขัน ขณะที่ทวีปแอฟริกาก็ส่ง อียิปต์ เข้ามา ฝ่ายยุโรปนั้นทีมที่ผ่านรอบคัดเลือกมาก็มี ออสเตรีย, เบลเยียม, เชคโกสโลวาเกีย, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, ฮังการี, อิตาลี, สกอตแลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี, เยอรมันตะวันตก และยูโกสลาเวีย เรื่องของระบบการแข่งขันก็ดูจะเป็นเรื่องเป็นราวเป็นครั้งแรก จากการที่มีทีมในรอบสุดท้าย 16 ทีม แบ่งเป็น 4 กลุ่ม และเอากลุ่มละ 2 ทีมมาเล่นแบบน็อคเอาท์ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศต่อไป ซึ่งก็มีการบันทึกสถิติกันเอาไว้ว่า การแข่งขันทั้ง 26 นัดในคราวนั้นมีการทำประตูกัน 140 ประตู เฉลี่ยถึง 5.38 ประตูต่อ 1 นัด ซึ่งก็ยังเป็นสถิติของฟุตบอลโลกมาจนถึงทุกวันนี้ ฮังการี ที่ว่าเป็นตัวเต็งนั้นเริ่มต้นการแข่งขันได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อถล่ม เกาหลีใต้ไป 9-0 ก่อนที่จะมาอัด เยอรมันตะวันตก 8-3 และผ่านรอบแรกไปได้อย่างสบายๆ จนไปชนกับ บราซิล ในรอบ 8 ทีมทีมสุดท้ายและก็สามารถเอาชนะได้ 4-2 ในเกมที่เป็นประวัติศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าเป็น "สงครามแห่งเบิร์น" เมื่อในเกมนั้นมีผู้เล่น บราซิล โดนใบแดง 2 คนคือ นิลสัน ซานโต๊ส กับ ฮุมแบร์โต ขณะที่ ฮังการี ก็มี โจเซฟ บอซซิค รวมทั้งหลังเกมทั้งผู้เล่นผู้จัดการทีมยังเข้าไปตะลุมบอนกันพอหอมปากหอมคออีกด้วย จากนั้นก็มีเรื่องเซอร์ไพรส์เกิดขึ้น 2 อย่างในการแข่งขันครั้งนี้ เมื่อ สวิตเซอร์แลนด์ แพ้ต่อ ออสเตรีย 5-7 ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายทั้งๆ ที่ในรอบแรกก็เขี่ยทีมอย่างอิตาลีตกรอบมาแล้ว และเซอร์ไพรส์ที่ 2 ก็คือการแข่งขันในนัดชิงชนะเลิศระหว่าง เยอรมันตะวันตก กับ ฮังการี ที่ในรอบแรกนั้น แม็กยาร์ ถล่มมาสนุกเท้าถึง 8-3 และก็เหมือนว่าจะเป็นงานง่ายสำหรับ ฮังการี เมื่อออกนำก่อน 2-0 ในเวลาเพียงแค่ 8 นาทีแรก โดย เฟเรนซ์ ปุสกัส เป็นคนนำร่องมาในนาทีที่ 6 แต่จากนั้น เยอรมันตะวันตกเกิดฮึดสู้ และก็กลับมาชนะ 3-2 ในช่วง 6 นาทีสุดท้ายของเกมจากประตูของ เฮลมุท ราห์น ที่ทำคนเดียว 2 ประตูในนัดนี้ ทำให้ทีมอินทรีเหล็ก คว้าแชมป์โลกสมัยแรกไม่ครองแบบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เรื่องน่ารู้กับสวิตเซอร์แลนด์ 54 เกมที่ถือว่าเป็นนัดชิงชนะเลิศที่ผู้คนกล่าวขวัญก็คือเกมในรอบรองชนะเลิศระหว่าง อุรุกวัย แชมป์เก่า กับ ฮังการี ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นแชมป์ทีมใหม่ ซึ่งเกมจบลงในช่วงเวลาปกติ 2-2 ก่อนที่ ฮังการี จะชนะ 4-2 ในช่วงการต่อเวลาพิเศษ เกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายวันที่ 26 กรกฎาคมที่ โลซาน ออสเตรีย พลิกล็อกเอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ เจ้าภาพอย่างเหลือเชื่อ เมื่อโดนนำก่อน 0-3 แต่สุดท้ายพลิกมาชนะได้ 7-5 สวีเดน 58 เปิดตัวเปเล่ สวีเดน 1958 เปิดตัวพร้อมกับความเคร้าเมื่อ ชูลส์ ริเมต์ บิดาแห่งฟุตบอลโลกได้เสียชีวิตไปตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคมปี 1956 ที่ปารีส ขณะที่มีอายุได้ 83 ปี ส่วนสิ่งที่น่าสนใจก็มีอยู่ที่เด็กวัย 17 ปีที่ชื่อ เอ๊ดสัน อรานเต้ โด นาสซิเมนโต้ หรือ เปเล่ ของทีมชาติบราซิลที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์โลกมาครองได้เป็นครั้งแรก ด้วยการทำแฮตทริกในเกมที่ชนะ ฝรั่งเศส 5-2 ในรอบรองชนะเลิศ และยิงอีก 2 ประตูในเกมที่ชนะเจ้าภาพ 5-2 ในนัดชิงชนะเลิศ แต่เจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวของการแข่งขันนั้นคือ ชุสต์ ฟองแตง กองหน้าของฝรั่งเศสที่ยิงคนเดียว 13 ประตู และสถิติก็ยังดำเนินมาถึงวันนี้ และเกิดเกมเสมอ 0-0 ขึ้นเป็นครั้งแรกในเกมรอบแรกระหว่าง อังกฤษ กับ บราซิล ขณะเดียวกันก็มีการถ่ายทอดฟุตบอลโลกทางทีวีเป็นครั้งแรกเพื่อให้โลกได้เห็นถึงดาราฟุตบอลสมัยใหม่อย่าง โคปา, ฟองแตง, บ๊อบบี ชาร์ลตัน, การ์รินชา, วาวา และ เปเล่ ฟุตบอลโลกครั้งที่ 6 ครั้งนี้มีชาติเข้าร่วมการแข่งขันถึง 55 ชาติในการแข่งขันรอบคัดเลือก และก็มีเรื่องเซอร์ไพรส์ในรอบคัดเลือกเมื่อทีมอย่าง เบลเยียม, ฮอลแลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, สเปน, อุรุกวัย และอิตาลี ต่างก็ตกรอบไปกันหมด และมีชาติที่เคยเป็นทีมรองบ่อนอย่าง เวลส์, ไอร์แลนด์เหนือ, สหภาพโซเวียต และ สวีเดน เข้ารอบมา ทีมที่เล่นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดก็คือ ฝรั่งเศส จากการมาแนวรุกชั้นยอด 3 คนคือ เรย์มอนด์ โคปา, ปิอันโตนี และ ฟองแตง ที่ทำให้ทีมได้ประตูมา 23 ประตูตลอดการแข่งขัน แม้ว่าจะต้องตกรอบรองชนะเลิศด้วยการแพ้ บราซิล ก็ตาม เส้นทางของทีม แซมบ้า ในการเป็นแชมป์โลกสมัยแรกนั้นเริ่มได้ดีตั้งแต่รอบแรก แม้ว่าจะอยู่ในกลุ่มที่หินเมื่อเอาชนะ ออสเตรีย 3-0, เสมอ อังกฤษ 0-0 และชนะสหภาพโซเวียต 2-0 พวกเขาเป็นแชมป์กลุ่มและไปพบกับ เวลส์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งเกมนี้เป็นเกมที่ เปเล่ แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวหลังจากที่เพิ่งเล่นฟุตบอลโลกนัดแรกในเกมกับสหภาพโซเวียตเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1958 ซึ่ง เปเล่ ก็เป็นผู้ยิงประตูชัยให้ทีมเฉือน เวลส์ ไป 1-0 จากนั้นไอ้หนูวัย 17 ปีก็ทำ 2 ประตูให้ทีมผ่านฝรั่งเศสมาได้ จนได้ชิงชนะเลิศกับ สวีเดน เจ้าภาพที่เอาชนะ เยอรมันตะวันตกแชมป์เก่ามา 3-1 ในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งเกมนัดชิงนั้นเป็นนัดแรกในฟุตบอลโลกครั้งนั้นที่ บราซิล ต้องตกเป็นฝ่ายตามหลังก่อนแต่สุดท้าย วาว่า กับ เปเล่ ยิงคนละ 2 ประตู รวมกับ มาริโอ ซากาโล อีก 1 ประตูทำให้ชาวแซมบ้าชื่นมื่นกับตำแหน่งแชมป์โลก โดย อาร์เธอร์ เดรวรีย์ ประธานฟีฟ่าในขณะนั้นมอบถ้วยให้ เบลลินี กัปตันทีมของบราซิล ที่สนามราซุนดา ในกรุงสตอกโฮล์ม เรื่องน่ารู้กับสวีเดน 58 หลังจากที่มีการแพร่ภาพเกมฟุตบอลโลกเมื่อครั้งสวิตเซอร์แลนด์ 54 แล้ว โลกของฟุตบอลก็เข้าสู่ยุคใหม่ และบราซิล ก็คว้าแชมป์โลกมาครองได้หลังผิดหวังจากที่ ริโอเดอจาเนโร เมื่อ 8 ปีก่อน เมื่อทีมอื่นๆ นั้นไม่สามารถหยุดยั้ง เปเล่ ได้ ก่อนที่ เปเล่ จะเล่นฟุตบอลโลกอีก 3 ครั้ง และได้แชมป์ 3 สมัย ส่วนอีกรายที่อยู่ในทีมมานานคือ มาริโอ ซากาโล ที่ลงเล่นอีกครั้งในปี 1962 และรับหน้าที่เป็นโค้ชในปี 1970 ซึ่งเป็นปีที่ บราซิล ได้ถ้วย ชูลส์ ริเมต์ ไปครอบครองหลังจากได้แชมป์ 3 สมัย แม้ว่า ชุสช์ ฟองแตง จะเป็นผู้ยิงประตูได้สูงสุดในการเล่นฟุตบอลโลก 1 ครั้งด้วยจำนวน 13 ประตู แต่คนที่ยิงได้มากที่สุดในการเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายคือ แกร์ด มุลเลอร์ ของเยอรมันตะวันตก ที่ยิงไป 14 ประตูในฟุตบอลโลก 1970 กับ 1974 ขณะที่ เปเล่ นั้นทำได้ 12 ประตูในฟุตบอลโลก 1958-70 โดยการแข่งขันปี 2002 ครั้งนี้ก็มีเพียงแค่ กาเบรียล บาติสตูตา ของอาร์เจนตินา ที่ยิงไปแล้ว 3 ประตูมีลุ้นที่ทำลายสถิติได้ หลังจากฟุตบอลโลก 3 ครั้งที่ผ่านมา การแข่งขันในรอบสุดท้ายนั้นก็เริ่มมีความชัดเจนในเรื่องของระบบการแข่งขันมากขึ้น และในปี 1958 ที่สวีเดน เปเล่ ไอ้หนูวัย 17 ปี สามารถแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวเมื่อพาทีมเป็นแชมป์โลกได้สำเร็จ ผ่านจากนั้นมาก็มาถึงยุคกลางของฟุตบอลโลกกับการแข่งขันอีก 2 ครั้งที่ ชิลี และ อังกฤษ
ชิลี 62 แซมบ้าไร้เทียมทาน
"แซมบ้า" บราซิล ยังคงครองความเป็นเจ้าลูกหนังได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากที่เมื่อปี 1958 นั้นไปคว้าแชมป์ที่สวีเดน ดินแดนยุโรปได้ มาถึงการแข่งขันครั้งที่ 7 ที่ประเทศชิลี ถือว่าเป็นดินแดนถิ่นอเมริกาใต้ ที่ช่วยส่งเสริมให้ บราซิล คว้าแชมป์ไปครองได้อีกสมัย นอกเหนือจากฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมของพวกเขา บราซิล ชุดนี้ก็ยังคงมี เปเล่ เป็นตัวชูโรงมาทำการแข่งขันเหมือนเดิม แต่คราวนี้เขาไม่ได้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมได้แชมป์เหมือนครั้งที่ผ่านมา เมื่อได้รับบาดเจ็บในการลงสนามเพียงแค่นัดแรกในเกมกับ เม็กซิโก แต่สุดท้ายความยอดเยี่ยมของนักเตะคนอื่นๆ ก็ยังพาทีมไปชนะ เชคโกสโลวาเกีย 3-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ด้วยฝีเท้าของ อมาริลโด้, ซิโต้ และ วาว่า ส่วนสิ่งที่เป็นความทรงจำนอกเหนือจากทีมแชมป์ก็คือ "สงครามแห่งซานติอาโก" ระหว่าง อิตาลี กับ ชิลี เจ้าภาพที่นักเตะอิตาลีถูกไล่ออกจากสนามไป 2 คน และมีผู้เล่นหนึ่งคนโดนฮุคซ้ายของผู้เล่นชิลีจนจมูกแตก ในการแข่งขันที่ชิลีในครั้งนี้เป็นการกลับมาสู่แดนลาตินอเมริกาอีกครั้งหลังจากที่ว่างเว้นไป 12 ปี โดยฟีฟ่าได้เลือกให้ ชิลี เป็นเจ้าภาพเนื่องจากเชื่อว่ามีความพร้อมในเรื่องของสนามแข่งขัน, ถนนหนทาง และจำนวนผู้ชม แม้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวมาในปี 1960 ก็ตาม ซึ่งในรอบคัดเลือกก็เกิดสถิติใหม่อีกครั้งเมื่อมีทีมที่ลงเล่นในรอบคัดเลือกถึง 56 ทีม แต่ทีมที่เคยโชว์ฟอร์มได้ดีอย่าง ฝรั่งเศส และ สวีเดน นั้นไม่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในครั้งนี้ ส่วนในเรื่องของเกมการแข่งขันนั้น เริ่มที่จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นมากกว่าครั้งอื่นๆ ที่ผ่านๆ มา โดยเกมที่หนักๆ นั้นก็เป็นเกมในรอบแรกอย่าง สหภาพโซเวียต กับ ยูโกสลาเวีย, ชิลี กับ อิตาลี และ เยอรมันตะวันตก กับ สวิตเซอร์แลนด์ โดยการเล่นแบบที่หวดกันน่าเกลียดเกิดขึ้นครั้งแรกก็ในฟุตบอลโลกครั้งนี้นี่เอง อย่างไรก็ตามบอลเทคนิคสูงอย่าง บราซิล ที่นำทีมโดย "เจ้านกน้อย" การ์รินชา กับ มาริโอ ซัลกาโด ก็ช่วยให้ทีมครองแชมป์ได้ ด้วยการเอาชนะ เม็กซิโก 2-0, เสมอ เชคโกสโลวาเกีย 0-0 และชนะ สเปน 2-1 ในรอบแรก ก่อนที่จะจัดการ อังกฤษ 3-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย เอาชนะ ชิลี 4-2 ในรอบรองชนะเลิศ และครองแชมป์สมัยที่ 2 ด้วยการชนะ เชคโกสโลวาเกีย ที่ผ่าน ยูโกสลาเวีย เข้าชิงชนะเลิศได้อย่างเซอร์ไพรส์ 3-1 ข้อมูลนัดชิงชนะเลิศ ชิลี 62 วันที่ 17 มิ.ย. 1962 ที่ นาซิอองนาล บราซิล 3 - 1 เชคโกสโลวาเกีย ผู้ทำประตู: 0-1 โจเซฟ มาโซปุสท์ น. 15, 1-1 อมาริลโด้ น. 17, 2-1 ซิโต้ น. 69, 3-1 วาว่า น. 78 ผู้ชม: 69,000 คน รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม บราซิล - กิลมาร์, ดัลม่า ซานโต๊ส, โฮเซ่ เมาโร, ซิโต้, โซวิโม่, นิลสัน ซานโต๊ส, การ์รินช่า, ดิดี้, วาว่า, มาริโอ ซัลกาโด้, อมาริลโด้ โค้ช อายมอร์ โมไรร่า เชคโกสโลวาเกีย - วิเลม ชรอฟ, แยน โปปลูฮาร์, ลาดิสลาฟ โนวัค, เซาโตปลุค ปรัสคัล, โจเซฟ มาโซปุสต์, อดอล์ฟ ชเฮเรอร์, โจเซฟ เยลิเน็ค, ยิริ ติชี, โทมัส ปอสปิคัล, โจเซฟ คาดราบา, อันเดรจ ควานัค โค้ช รูดอลฟ์ วิตลาซิล ผู้ตัดสิน: นิโคไล ลาติเชฟ (สหภาพโซเวียต), ลีโอ ฮอร์น (ฮอลแลนด์), โรเบิร์ต ดาวิดสัน (สกอตแลนด์) เรื่องน่ารู้กับ ชิลี 62 ในเกมที่ อริกา ในวันที่ 3 มิถุนายน ถือว่าเป็นวันฝันร้ายของ "แมงมุมดำ" เลฟ ยาชิน ผู้รักษาประตูของ สหภาพโซเวียต ที่ได้ชื่อว่าเป็นนายทวารที่ดีที่สุดตลอดกาลคนหนึ่งของโลก เมื่อในเกมนั้นทีมออกนำ โคลัมเบีย ไป 4-1 และกำลังรอเสียงนกหวีดหมดเวลาเพื่อเก็บชัยชนะ แต่สุดท้าย โคลัมเบีย มาตามตีเสมอเป็น 4-4 ได้ก่อนหมดเวลาการแข่งขันเพียงแค่ 4 นาที ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีประตูที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเกิดขึ้นมาเมื่อ วาชลาฟ มาเซ็ค ของ เชคโกสโลวาเกีย ใช้เวลาเพียงแค่ 15 วินาทีในการยิงประตูเม็กซิโก แต่สถิติที่เร็วที่สุดในรอบคัดเลือกนั้นใช้เวลาเพียง 9 วินาทีด้วยการของของ ดาวิเด เกาติเอรี ที่ยิง อังกฤษ ได้ในเดือนพฤศจิกายนปี 1993 ขณะที่ผู้เล่นดังๆ ที่ทำประตูได้เร็วนั้นก็มี ไบรอัน ร็อบสัน ที่ยิง ฝรั่งเศส ในปี 1982 ด้วยเวลา 27 วินาที อังกฤษ 66 สิงโตสัมผัสแชมป์ ฟุตบอลโลกที่ อังกฤษ เมื่อปี 1966 จัดว่าเป็นการเปลี่ยนยุคสู่การแข่งขันในสมัยใหม่อย่างแท้จริงเมื่อมาตรฐานการเล่นดูดีขึ้นมา แต่ก่อนการแข่งขันนั้นมีเรื่องวุ่นวายขึ้นเมื่อถ้วย ชูลส์ ริเมต์ ได้ถูกขโมยในระหว่างที่นำมาแสดงที่กรุงลอนดอน แต่ก็สามารถนำกลับคืนมาได้จากการเสาะหาของสุนัขที่ชื่อ พิคเคิลส์ ที่ค้นพบที่สวนทางใต้ของกรุงลอนดอนในอีกไม่กี่วันหลังจากที่หายไป ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ เปเล่ ร่วมทีมชาติบราซิลมาทำการแข่งขัน แต่ทีมนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เพราะตกเพียงแค่รอบแรกจากการแพ้ ฮังการี และ โปรตุเกส โดยที่ โปรตุเกส ยุคนั้นก็มีดาวดังเกิดขึ้นมาคือ "เสือดำแห่งโมซัมบิค" ยูเซบิโอ ขณะที่ อังกฤษเจ้าภาพนั้นมี บ็อบบี มัวร์ เป็นผู้นำทีม พร้อมด้วย บ็อบบี ชาร์ลตัน กับ เจฟฟ์ เฮิร์สท และ เยอรมันตะวันตก ก็ได้กัปตันทีมชั้นดีอย่าง อูเว ซีเลอร์ นำทีมมาพร้อมกับดาวรุ่งอย่าง ฟรานซ์ เบคเค่นบาว เออร์ อย่างไรก็ตามในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็มีปัญหาขึ้นมาในรอบคัดเลือกเมื่อทีมจากทวีปแอฟริกา ประท้วงจะไม่เข้าร่วมการแข่งขันเมื่อทางฟีฟ่า สั่งให้ทีมแชมป์ของแอฟริกา ต้องไปเล่นเพลย์ออฟกับผู้ชนะระหว่างทีมจาก เอเชีย กับ โอเชียเนียก่อนจึงจะได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย แต่สุดท้ายก็สามารถตกลงกันได้ด้วยดี และก็มีทีมถึง 70 ชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันในรอบคัดเลือกครั้งนั้น และก็เป็นสถิติใหม่อีกเช่นเคย ซึ่งโควตาของรอบ 16 ทีมสุดท้ายนั้นมาจากยุโรปถึง 10 ทีม, อเมริกาใต้ 4 ทีม, เอเชีย 1 ทีม และ 1 ทีมจากทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกากลาง ซึ่งก็คือโซนคอนคาเคฟในปัจจุบัน น้องใหม่ที่มาทำการแข่งขันในครั้งนี้ก็คือ โปรตุเกส ที่แม้ว่าจะอยู่กลุ่มเดียวกับ บราซิล แชมป์เก่า แต่ก็สามารถผ่านเข้ารอบมาได้ แต่ทีมเต็งของการแข่งขันก็คือ "สิงโตคำราม" อังกฤษ ทีมเจ้าภาพนั่นเอง พวกเขาผ่านรอบแรกด้วยการเสมอ อุรุกวัย 0-0, ชนะ เม็กซิโก 2-0 เช่นเดียวกับสกอร์ในเกมที่ชนะฝรั่งเศส ขณะที่ บราซิล ที่ได้รับการจับตามองอยู่ด้วยนั้นตกเพียงรอบแรกหลังจากที่ เปเล่ นำทีมเอาชนะ บัลแกเรีย 2-0 ในเกมนัดแรก แต่หลังจากเกมนั้น เปเล่ ก็เจ็บจนไม่สามารถช่วยทีมได้อีก ในเกม 2 นัดที่เหลือทีมแซมบ้าจึงไปแพ้ให้กับ ฮังการี 1-3 และสุดท้ายก็แพ้ให้กับ โปรตุเกส ด้วยสกอร์เดียวกัน แม้ว่านัดนี้ เปเล่ จะกลับมาลงสนามได้ก็ตาม ทำให้แชมป์เก่าต้องตกไปเพียงแค่รอบแรกเท่านั้น โดยทีมที่ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายแบบเซอร์ไพรส์ก็คือ เกาหลีเหนือ ที่ชนะ อิตาลี ได้ในรอบแรก และก็เกือบจะเข้าสู่รองรองชนะเลิศด้วยซ้ำเมื่อออกนำ โปรตุเกส ไปก่อนถึง 3-0 แต่สุดท้าย โปรตุเกส มาแซงชนะไป 5-3 โดยเกมนี้ ยูเซบิโอ ยิงคนเดียวถึง 4 ประตู อังกฤษ นั้นใช้ความได้เปรียบที่เล่นในเวมบลีย์ทุกนัดจนผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้ด้วยการเอาชนะ อาร์เจนตินา 1-0 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนที่รอบรองชนะเลิศจะไล่หวด ยูเซบิโอ และเอาชนะไปได้ 2-1 สำหรับเกมนัดชิงชนะเลิศนั้นพวกเขาเอาชนะเยอรมันตะวันตกได้ 4-2 ในการต่อเวลาพิเศษ โดยเกมนี้ เจฟฟ์ เฮิร์สท บันทึกสถิติว่าตัวเองเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ทำแฮตทริกได้นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก แต่ 1 ในประตูที่เขาทำได้นั้นเป็นประตูปัญหาที่ยังเป็นข้อกังขามาจนถึงทุกวันนี้ แต่ก็ช่วยให้ บ็อบบี มัวร์ รับถ้วย ชูลส์ ริเมต์ จากหัตถ์ของพระราชินี อลิซาเบธ ที่ 2 ข้อมูลนัดชิงชนะเลิศอังกฤษ 66 วันที่ 30 มิ.ย. 1966 ที่เวมบลีย์ อังกฤษ 4 - 2 เยอรมันตะวันตกต่อเวลาพิเศษหลังเสมอกัน 2-2) ผู้ทำประตู: 0-1 เฮลมุท ฮัลเลอร์ น. 12, 1-1 เจฟฟ์ เฮิร์สท น. 18, 2-1 มาร์ติน ปีเตอร์ส น. 78, 2-2 โวลฟ์กัง เวเบอร์ น. 89, 3-2 เจฟฟ์ เฮิร์สท น. 101, 4-2 เจฟฟ์ เฮิร์สท น. 120 ผู้ชม: 93,000 คน รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม อังกฤษ -กอร์ดอน แบงค์, จอร์จ โคเฮน, รามอน วิลสัน, น็อบบี สไตล์ส, แจ็คกี ชาร์ลตัน, บ็อบบี มัวร์, อลัน บอลล์, บ็อบบี ชาร์ลตัน, เจฟฟ์ เฮิร์สท, มาร์ติน ปีเตอร์ส, โรเจอร์ ฮันท์ โค้ช อัลฟ์ แรมซีย์ เยอรมันตะวันตก - ฮันส์ ทิลคอฟสกี, ฮอร์สท ฮ็อตต์เกส, คาร์ลไฮนซ์ ชเนลลิงเกอร์, ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์, วิลลี ชูลซ์, โวลฟ์กัง เวเบอร์, เฮลมุท ฮัลเลอร์, อูเว ซีเลอร์, ซีกฟรีด เฮลด์, โลธาร์ เอ็มเมอริช, โวลฟ์กัง โอเวอร์รัธ โค้ช เฮลมุท เชิน ผู้ตัดสิน - ก็อตต์ฟรัด ดีนส์ท (สวิตเซอร์แลนด์), คาโรล กัลบา (เชคโกสโลวาเกีย), โทฟิค บาคาามอฟ (สหภาพโซเวียต) เรื่องน่ารู้กับอังกฤษ 66 น่าจะไม่มีเรื่องกังขาเรื่องไหนที่มีการกล่าวขวัญกันระหว่างแฟนบอลมากที่สุดเท่ากับการตัดสินประตูในนัดชิงชนะเลิศของการแข่งขันครั้งนี้ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญกันว่าเป็น "ประตูแห่งเวมบลีย์" จากประตูที่ เจฟฟ์ เฮิร์สท ยิงให้อังกฤษนำ 3-2 ในช่วงต่อเวลา ประตูนี้แม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้ว รวมทั้งมีการใช้เทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยพิสูจน์ว่า ลูกยิงของ เฮิร์สท ที่ยิงไปกระทบคานบนนั้นข้ามเส้นไปหรือยัง ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน แต่ในสถานการณ์ตอนนั้น ก็อตต์ฟรีด ดีนส์ท ผู้ตัดสินชาวสวิตเซอร์แลนด์เป่าให้เป็นประตู หลังจากที่ปรึกษากับไลน์แมนจากรัสเซียแล้ว แต่ความทรงจำยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้โดยเฉพาะกับแฟนบอลของ อังกฤษ และ เยอรมันตะวันตก
เม็กซิโก 70 แชมป์สมัยที่ 3 ของบราซิล
ฟุตบอลโลกครั้งที่ 9 มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเวลาการแข่งขัน จากการที่บางคู่ต้องเล่นกันในเวลาเที่ยงวันเพื่อที่จะให้ตรงกับการถ่ายทอดสดไปทางยุโรป ซึ่งก็ทำให้บรรดานักเตะ และผู้จัดการทีมไม่ค่อยพอใจเท่าไรนักเนื่องจากสภาพอากาศที่เม็กซิโกนั้นถือว่าร้อนมาก แต่ในเรื่องของการแข่งขันนั้นไม่มีความรุนแรงในเกมเหมือนกับการแข่งขันใน 2 นัด ที่ผ่านมาเพราะตลอดการแข่งขันไม่มีผู้เล่นคนไหนโดนไล่ออกจากสนามเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นสถิติเทียบเท่ากับการแข่งขันเมื่อปี 1950 และการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างก็คือฟีฟ่าให้มีการเปลี่ยนตัวได้เป็นครั้งแรก การแข่งขันครั้งนี้ เปเล่ กลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อพา บราซิล ครองแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 3 และได้ถ้วย ชูลส์ ริเมต์ ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง จากการที่ทีมแซมบ้ามีทีมที่สมบูรณ์แบบ เพราะนอกจาก เปเล่ แล้วก็ยังมี โคลโดอัลโด, แกร์สัน, ริเวลิโน, ทอสเทา, แจร์ซินโญ และ คาร์ลอส อัลแบร์โต ทำให้เกมนัดชิงชนะเลิศที่ อัซเตกา สเตเดียมนั้น บราซิล ไล่ถล่ม อิตาลีไป 4-1 และ แจร์ซินโญ เป็นนักเตะคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูได้ในทุกนัดของการแข่งขัน ส่วนสถิติอีกอย่างที่เกิดขึ้นก็คือในรอบรองชนะเลิศที่ อิตาลี ชนะ เยอรมนีตะวันตก 4-3 นั้นมีการทำประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษถึง 5 ประตู บราซิล ชุดแชมป์โลกสมัยที่ 3 นี้ถือว่าเป็นที่จดจำของแฟนบอลมาตลอด จากการที่มีเกมการเล่นที่สวยงามพร้อมทั้งนักเตะชั้นยอดที่เล่นกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่ฟุตบอลโลกในปี 1966 นั้นเล่นกันค่อนข้างรุนแรง และไม่ค่อยมีเกมที่มีคุณภาพมากนัก ดังนั้นการแข่งขันที่เม็กซิโก จึงถือว่าเป็นการเล่นกันที่สวยงามและตื่นเต้นที่สุดของฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเลยก็ว่าได้อย่างเช่นเกม อังกฤษ กับ บราซิล, อังกฤษ กับ เยอรมนีตะวันตก และ อิตาลี กับ เยอรมนีตะวันตก รวมทั้งประตูที่ เปเล่ ยิงข้ามหัว วิคตอร์ นายทวารของ เช็กโกสโลวะเกีย จากระยะ 50 เมตร ก็ยังไม่มีใครลืม เช่นเดียวกับแผงกองหน้าของบราซิลที่ประกอบไปด้วย แจร์ซินโญ, ทอสเทา, เปเล่ และริเวลิโน สำหรับทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันก็เป็นสถิติใหม่อีกเหมือนเดิม เมื่อคราวนี้มีทีมที่ร่วมเล่นในรอบคัดเลือกทั้งสิ้น 75 ทีมและทีมที่เคยแข็งแกร่งในอดีตอย่าง โปรตุเกส, ฮังการี, ฝรั่งเศส, สเปน และแม้กระทั่ง อาร์เจนตินา นั้นไม่ผ่านการแข่งขันในรอบคัดเลือกมา ส่วนทีมน้องใหม่นั้นก็ได้แก่ อิสราเอล และ โมร็อกโก ที่ได้เล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก โมร็อกโก นั้นถือว่าเป็นชาติแรกที่เป็นตัวแทนของ สหพันธ์ฟุตบอลแอฟริกัน หรือซีเอเอฟ.ที่ก่อตั้งขึ้นมาในปี 1957 เพราะแม้ว่า อียิปต์ จะได้เล่นรอบสุดท้ายในปี 1934 แต่ก็ไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่เกมเดียว ส่วนทีมที่เล่นกันได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจอีกทีมนอกเหนือจาก บราซิล แล้วก็คือ เปรู ที่เล่นในเกมรอบ 8 ทีม สุดท้ายกับ บราซิล ได้อย่างสุดมันส์ก่อนจะแพ้ไป 2-4 และเกมในรอบ 8 ทีม สุดท้ายอีกคู่ที่ เยอรมนีตะวันตก กลับมาล้างแค้น อังกฤษ ได้หลังจากที่แพ้มาเมื่อ 4 ปี ก่อน โดยเกมนี้ อังกฤษ เป็นฝ่ายออกนำ 2-0 จนกระทั่งช่วง 20 นาที สุดท้าย อินทรีเหล็ก มาฮึดตีเสมอได้ ก่อนจะชนะไป 3-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ รวมไปถึงเกมในรอบรองชนะเลิศ ที่ อิตาลี เสมอกับ เยอรมนีตะวันตก 1-1 ในเวลา 90 นาที ก่อนที่ในช่วงต่อเวลาพิเศษจะผลัดกันขึ้นนำ ก่อนที่ อิตาลี จะชนะไป 4-3 และนัดนี้ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ต้องพันผ้าไว้ที่หัวไหล่ เนื่องจากไหล่หลุดแต่ก็เล่นได้จนจบ 120 นาที ในนัดชิงชนะเลิศพลพรรคอัซซูรี่ ไม่สามารถหยุดยั้งเกม รุกของ บราซิล ได้ และ บราซิล ก็ชนะไป 4-1 ทำให้ คาร์ลอส อัลแบร์โต กัปตันทีมรับถ้วย ชูลส์ ริเมต์ มาเป็นของชาวบราซิเลียนทั้งชาติ เมื่อสามารถคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ได้ และเป็นการปิดฉากการเล่นฟุตบอลโลกของ เปเล่ อย่างยิ่งใหญ่ ข้อมูลนัดชิงชนะเลิศ เม็กซิโก 70 วันที่ 21 มิ.ย. 1970 ที่อัซเตกา สเตเดียม บราซิล 4 - 1 อิตาลี ผู้ทำประตู: 1-0 เปเล่ น. 18, 1-1 โรแบร์โต โบนินเซญา น. 37, 2-1 แกร์สัน น. 66, 3-1 แจร์ซินโญ น. 71, 4-1 คาร์ลอส อัลแบร์โต น. 86 ผู้ชม: 107,412 คน รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม บราซิล - เฟลิกซ์, บริโต, ปิอัซซา, คาร์ลอส อัลแบร์โต, โคลโดอัลโด, แจร์ซินโญ, แกร์สัน, ทอสเทา, เปเล่, ริเวลิโน, เอเวรัลโด โค้ช มาริโอ ซากาโล อิตาลี - เอ็นริเก อัลแบร์โตซี, ทาร์ชิซิโอ บูร์กนิช, จิอาชินโต ฟัคเช็ตติ, ปิแอร์ลุยจิ เซรา, โรแบร์เตอร์ โรซาโต, มาริโอ แบร์ตินี (อันโตนิโอ จูเลียโน น. 74), ลุยจิ ริวา, อันเจโล โดเมนกินี, ซานโดคร มัซโซลา, จิอันคาร์โล เดอซิซโต, โรแบร์โต โบนินเซญา (จิอันนี ริเวรา น. 84) โค้ช แฟร์รุชโช วัลกาเรจจิ ผู้ตัดสิน: รูดอลฟ์ โกลเอคเนอร์ (เยอรมนีตะวันออก), นอร์แบร์โต โคเอเรซซา (อาร์เจนตินา), รูดอลฟ์ ชมิด(สวิตเซอร์แลนด์) เรื่องน่ารู้กับเม็กซิโก 70 ถ้วย ชูลส์ ริเมต์ นั้นเป็นชื่อของถ้วยแชมป์โลกมาตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลกเริ่มก่อตั้งมา และ บราซิล ก็ได้ครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์จากการที่ได้แชมป์ 3 สมัย ในเวลาแค่ 12 ปี แต่สุดท้ายถ้วยนี้ก็ถูกขโมยไปในบราซิล และไม่มีใครได้เห็นอีกเลย ซึ่งก็ไม่เหมือนตอนอังกฤษ 66 ที่ยังตามหาเจอ ฟุตบอลโลกปี 1970 เป็นครั้งแรกที่ฟีฟ่าเอาระบบใบเหลืองและใบแดงมาใช้เป็นครั้งแรกแต่นักเตะคนแรกที่โดนใบแดงในฟุตบอลโลกนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 1974 เมื่อ คาร์ลอส คาสเซลี ของ ชิลี โดนไล่ออกจากสนามไป ส่วนสถิตินักเตะที่ถูกไล่ออกจากสนามเร็วที่สุดก็คือ โฮเซ บาติสตา ของอุรุกวัย ที่โดนใบแดงเพียงแค่นาทีแรกเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.1986 เยอรมนีตะวันตก 74 ดอยช์เชือดดัตช์ การแข่งขันปี 1974 นั้นแม้ว่าถ้วยแชมป์โลกจะตกเป็นของ เยอรมนีตะวันตก เจ้าภาพแต่ทีมที่เป็นที่จดจำของแฟนบอลก็คือ "อัศวินสีส้ม" ฮอลแลนด์ ที่นำระบบโททัลฟุตบอลมาใช้พร้อมทั้งมีนักเตะเทวดา โยฮัน ครัฟฟ์ เป็นผู้นำทีมมาและก็ประกาศศักดาด้วยการเอาชนะ อาร์เจนตินา 4-0 และชนะ บราซิล 2-0 แต่ในนัดชิงชนะเลิศนั้นเจอทีเด็ดของ "ไอ้ลูกระเบิด" แกร์ด มุลเลอร์ จนต้องพ่ายแพ้ไป ส่วน "อินทรีเหล็ก" เยอรมนีตะวันตกชุดนี้นั้นมี "ไกเซอร์" ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ นำทีมอย่างเต็มตัว ซึ่งแฟนบอลก็ได้ชมการแข่งขันกันมากขึ้น เพราะในฟุตบอลโลกครั้งที่ 10 ครั้งนี้นั้นมีการถ่ายทอดสดทางทีวีสีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในเรื่องระบบการแข่งขันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อในรอบ 2 แทนที่จะมีการเล่นแบบน็อคเอาท์เหมือนเดิม ก็เปลี่ยนเป็นการแบ่งกลุ่มอีก 2 กลุ่ม เล่นแบบพบกันหมดและจะเอาแชมป์แต่ละกลุ่มมาชิงชนะเลิศกัน และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอีกอย่างสำหรับฟุตบอลโลกก็คือถ้วยแชมป์ที่เปลี่ยนมาใช้ถ้วยใบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากถ้วย ชูลส์ ริเมต์ นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของ บราซิล ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้วยใบใหม่นี้ออกแบบโดย ซิลวิโอ กัซซานิกา รวมทั้งประธานฟีฟ่าก็เปลี่ยนมาเป็น โจฮัว ฮาเวลานจ์ ชาวบราซิเลียนที่เข้ามาแทน เซอร์ สแตนลีย์ รุส ชาวอังกฤษ ในการแข่งขันรอบคัดเลือกมีชาติที่ร่วมการแข่งขันมากเป็นประวัติการณ์ถึง 98 ชาติ และก็มีทีมน้องใหม่ที่ได้เข้ารอบสุดท้ายอย่าง เยอรมนีตะวันออก, เฮติ, ออสเตรเลีย และ ซาอีร์ แต่ทีมอย่าง ฮังการี, สเปน, ฝรั่งเศส และอังกฤษ นั้นตกรอบคัดเลือกไปกันหมด เมื่อลงสนามในรอบสุดท้ายกันแล้ว เยอรมนีตะวันตก จัดว่าเป็นทีมเต็งอย่างชัดเจนเมื่อรอบแรกเอาชนะ ชิลี ได้ 1-0 และชนะ ออสเตรีย 3-0 แต่เกมรอบแรกนัดสุดท้ายนั้นถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนอย่างแท้จริงเมื่อไปแพ้ให้กับ เยอรมนีตะวันออก 0-1 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ เบคเคนบาวเออร์ ขึ้นมาเป็นกัปตันทีมรวมทั้ง เทรนเนอร์ เฮลมุท เชิน ก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นตัวจริงและแทคติกของทีมไป ขณะที่ ฮอลแลนด์ นั้นนอกจาก ครัฟฟ์ แล้วก็ยังมีดาวเด่นอย่าง โยฮัน นีสเกน, จอนนี เรป และร็อบ เรนเซนบริงค์ ที่ช่วยให้ผ่านการแข่งขันในรอบแรกได้อย่างสบายๆ และในการแบ่งกลุ่มรอบสองก็เอาชนะ อาร์เจนตินา กับ บราซิล ได้แบบไม่ลำบากรวมทั้งเกมที่ชนะเยอรมนีตะวันออก ไป 2-0 ด้วยการเล่นแบบโททัล ฟุตบอลที่อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมนำมาใช้ก่อนหน้านั้น อีกทีมที่น่าสนใจในการแข่งขันครั้งนั้นก็คือ โปแลนด์ ที่มาคว้าอันดับ 3 ไปครองเมื่อมีดาราอย่าง กิซเรกอร์ซ ลาโต ที่ได้ตำแหน่งดาวยิงสูงสุดของทัวร์นาเม้นท์ไปด้วยการยิงไป 7 ประตู ด้วยกัน แต่โปแลนด์ก็ไม่สามารถหยุดเยอรมนีตะวันตกได้ในการพบกันรอบสอง ในนัดชิงชนะเลศ ขุนพลดัตช์เป็นฝ่ายออกนำไปก่อนหลังจากที่ ครัฟฟ์ โดนดึงล้มในเขตโทษและนีสเกนเป็นคนสังหารเข้าไป แต่สุดท้ายอินทรีเหล็กก็ได้ พอล ไบรท์เนอร์ กับ แกร์ด มุลเลอร์ ช่วยกันยิงแซงให้ทีมเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 2 ด้วยสกอร์ 2-1 หลังจากที่รอคอยมา 20 ปี นับตั้งแต่ที่ได้แชมป์ในศึกสวิตเซอร์แลนด์ 54 ข้อมูลนัดชิงชนะเลิศเยอรมนีตะวันตก 74 วันที่ 7 มิ.ย. 1974 ที่โอลิมปิก มิวนิค ฮอลแลนด์ 1 - 2 เยอรมนีตะวันตก ผู้ทำประตู: 1-0 โยฮัน นีสเกน จุดโทษ น. 2, 1-1 พอล ไบรท์เนอร์ จุดโทษ น. 25, 1-2 แกร์ด มุลเลอร์ น. 43 ผู้ชม: 75,200 คน รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม ฮอลแลนด์ - อาเดรียนุส ฮันน์, วิม ฟานฮาเนเกม, วิม แยนเซน, แยน ยองบลัด, รุด โครล, โยฮัน นีสเกน, โยฮัน ครัฟฟ์, ร็อบ เรนเซนบริงค์ (เรเน ฟานเดอร์เคอร์คอฟ น. 46), จอนนี เรป, วิม ไรส์เบอร์เกน (ธีโอ เดอร์ยอง น. 6, วิม ซูเบียร์, จอนนี ฟอส โค้ช ไรนุส มิเชล เยอรมนีตะวันตก - เซ็ปป์ ไมเออร์, แบร์ตี โฟกท์ส, พอล ไบรท์เนอร์, ฮันส์ยอร์ค ชวาร์เซนเบค, ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์, เจอร์เกน กราบอฟสกี, โวลฟ์กัง โอเวรัธ, แกร์ด มุลเลอร์, อูลี เฮอร์เนสส์, ไรเนอร์ บอนโฮฟ, แบร์นด์ ฮอลเซนไบน์ โค้ช เฮลมุท เชิน ผู้ตัดสิน: จอห์น เทย์เลอร์ (อังกฤษ), อัลฟอนโซ กอนซาเลซ (เม็กซิโก), รามอน บาร์เรโต (อุรุกวัย) เรื่องน่ารู้กับเยอรมนีตะวันตก 74 ชัยชนะของเยอรมนีตะวันออก ที่มีต่อคู่อริทางการเมืองอย่างเยอรมนีตะวันตกนั้นเป็นชัยชนะที่ได้มาโดยที่ทั้งสองทีมใส่กันแบบเต็มๆ แม้ว่าทั้งสองทีมจะผ่านรอบแรกไปแล้วก็ตาม แต่ก็กลับกลายเป็นผลดีกับ เยอรมนีตะวันตก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแทคติกของทีมไปจนได้แชมป์ แต่กว่าจะผ่านช่วงนั้นมาได้ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ก็ได้ออกมาอธิบายถึงความพ่ายแพ้กับแฟนบอลที่ไม่พอใจทางทีวีเลยทีเดียว ซึ่งเกมดังกล่าวนั้นก็มีชื่อว่า "วอนเดอร์ ออฟ บอร์น" สกอตแลนด์เป็นทีมที่ตกรอบแรกทุกครั้งที่ได้ไปเล่นในรอบสุดท้าย แต่ในปี 1974 นั้นถือว่าเป็นทัวร์นาเม้นท์ที่ทีมวิสกี้ ใกล้เคียงกับการเข้ารอบมากที่สุด เมื่อชนะ 1 เสมอ 2 ในรอบแรก แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ ทีมได้เข้ารอบอยู่ดี เนื่องจากตอนนั้นยังใช้การคิดคะแนนแบบชนะได้ 2 คะแนน 引用通告此日志的引用通告 URL 是: http://cristianoronaldo7manu.spaces.live.com/blog/cns!ECF3380A13718E3F!290.trak 引用此项的网络日志
|
|
|