| CristianoRonald... 的个人资料Manchester United Footba...照片日志列表 | 帮助 |
|
5月9日 ประวัติฟุตบอลโลก ครั้งล่าสุดจนถึงปัจจุบันอาร์เจนตินา 78 แชมป์แรกของฟ้าขาว
"ฟ้าขาว" อาร์เจนตินา นั้นเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อปี 1930 แต่พวกเขาก็ต้องรอมานานกว่าที่จะได้แชมป์มาเชยชม และก็ต้องรอจนกระทั่งตัวเองได้เป็นเจ้าภาพในปี 1978 ซึ่งในครั้งนั้นเสียงเชียร์ในสนามจัดว่ามีส่วนช่วยได้มากทีเดียว โดยคราวนั้นก็ยังมี ฮอลแลนด์ ที่แรงไม่ตกเป็นทีมที่มาลุ้นแย่งแชมป์ด้วย หลังจากที่ได้รองแชมป์ที่เยอร์มันตะวันตก แต่ฟรายอิ้งดัตช์แมนชุดนี้ไม่มี โยฮัน ครัฟฟ์ ที่ไม่ยอมไปทำการแข่งขันจากเหตุผลทางการเมือง อาร์เจนตินา นั้นอาจจะแพ้ให้กับ อิตาลี ในเกมนัดสุดท้ายของรอบแรก แต่ในรอบสองนั้นก็สามารถผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้ด้วยการเล่นในระบบที่แบ่งกลุ่มเหมือนครั้งที่เยอร์มันตะวันตก แต่ก็มีข้อกังขาตรงที่เกมนัดสุดท้ายของรอบสองนั้นพวกเขาเอาชนะ เปรู ได้ถึง 6-0 ซึ่งเป็นสกอร์ที่ทำให้แซง บราซิล เข้าชิงชนะเลิศด้วยประตูได้เสียที่ดีกว่า และเกมนัดนี้ก็ยังเป็นที่กังขากันว่า เปรู นั้นเล่นเต็มที่หรือไม่ อย่างไรก็ตามทีมเจ้าภาพชุดนั้นก็จัดว่ามีนักเตะเด่นๆ ของการแข่งขันอยู่ด้วยกันหลายคนเช่น ดาเนียล พาสซาเรลล่า ในแนวรับ, ออสวัลโด้ อาร์ดิเลส ในแดนกลาง และ มาริโอ เคมเปส ในแดนหน้าที่ยิงคนเดียว 6 ประตูคว้าตำแหน่งดาวซัลโวไปครอง รวมทั้งตำแหน่งแชมป์โลกที่ต่อเวลาเอาชนะ ฮอลแลนด์ ได้ 3-1 ในนัดชิงชนะเลิศ นอกจากนี้ก็ยังมีดาวเด่นของทีมอื่นๆ เกิดขึ้นมาอย่างเช่น มิเชล พลาตินี่, เปาโล รอสซี่ และ คาร์ลไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 11 ครั้งนี้ กว่าจะทำการแข่งขันกันได้ก็ค่อนข้างมีปัญหาเหมือนกัน เนื่องจากหลายฝ่ายไม่พอใจการปกครองของรัฐบาลทหารในอาร์เจนตินา ที่ผิดในเรื่องของมนุษยชน แต่สุดท้ายแล้วในโลกของฟุตบอลก็สามารถตกลงกันได้ด้วยดี ทีมต่างๆ ที่ผ่านรอบคัดเลือกต่างไปทำการแข่งขันกันครบครัน เพียงแต่ว่าไม่มี "สิงโตคำราม" อังกฤษ ที่ไม่ผ่านรอบคัดเลือกเช่นเดียวกับ ยูโกสลาเวีย และ สหภาพโซเวียต แต่ก็ได้ ฝรั่งเศส กลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายไป 12 ปี ส่วนน้องใหม่ก็คือ อิหร่าน และ ตูนิเซีย การกลับมาของ ฝรั่งเศส ในคราวนี้แม้ว่าจะมี "นโปเลียนลูกหนัง" มิเชล พลาตินี่ อยู่ในทีมแต่ก็ไม่สามารถผ่านเข้ารอบ 2 ได้ เนื่องจากแพ้ให้กับ อิตาลี และ อาร์เจนตินา ด้วยสกอร์ 1-2 เท่ากัน ดังนั้นแม้ว่าทีมของ มิเชล ฮิดัลโก้ จะชนะ ฮังการี ได้ 3-1 ในรอบสุดท้ายก็ไม่เพียงพอที่จะผ่านเข้ารอบได้ ส่วน ฮอลแลนด์ นั้นในคราวนี้ไม่มี ครัฟฟ์ นำทีมมาในตอนแรกจึงไม่ถูกจัดว่าเป็นตัวเต็งเท่าไรนัก แต่ทาง ร็อบบี้ เรนเซนบริงค์ ก็ยังพาทีมเข้ารอบ 2 ได้แบบกระท่อนกระแท่น เมื่อมีประตูได้เสียที่ดีกว่า สก็อตแลนด์ แต่เมื่อเข้ารอบ 2 ไปแล้ว อัศวินสีส้ม ก็เล่นได้ดีขึ้นเรื่อยๆ และพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่ามีดีด้วยการเอาชนะ ออสเตรีย 5-1, ชนะ อิตาลี 2-1 และเสมอกับ เยอร์มันตะวันตก แชมป์เก่า 2-2 ซึ่งก็เพียงพอที่ทำให้พวกเขาเข้าชิงชนะเลิศได้ ขณะที่เกมสูสีกันมากในรอบ 2 ก็คือเกมที่ อาร์เจนตินา เล่นกับ บราซิล และเสมอกันไป 0-0 ทำให้ ทีมฟ้าขาวต้องชนะ เปรู ในได้มากกว่า 4 ประตู เพื่อแซงเข้าชิงชนะเลิศ และในตอนแรกก็คาดกันว่ายังไง บราซิล ก็ต้องได้ชิง แต่สุดท้าย พาสซาเรลล่า นำทีมชนะไป 6-0 โดยมี มาริโอ เคมเปส ยิง 2 ประตูในนัดนี้ ในนัดชิงชนะเลิศทีมของกุนซือ หลุยส์ เมน็อตติ ก็ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้แล้ว แม้ว่าในช่วงเวลาปกติจะเสมอกับ ฮอลแลนด์ แบบสูสีกัน 1-1 แต่ในการต่อเวลาพวกเขาก็มาเอาชนะได้ 3-1 และ 2 ประตูของ เคมเปส ในนัดนี้ก็ช่วยให้เขาได้รางวัลรองเท้าทองคำไปครองอีกตำแหน่ง รวมทั้งทำให้ชาวอาร์เจนไตน์ ออกมาฉลองบนท้องถนนกันยกใหญ่กับแชมป์โลกสมัยแรกของพวกเขาหลังจากที่รอคอยกันมานาน ข้อมูลนัดชิงชนะเลิศ อาร์เจนตินา 78 วันที่ 25 มิ.ย. 1978 ที่ ริเวอร์เพลท สเตเดียม อาร์เจนตินา 3 - 1 ฮอลแลนด์ต่อเวลาพิเศษหลังเสมอกัน 1-1) ผู้ทำประตู: 1-0 มาริโอ เคมเปส น. 38, 1-1 ดิ๊ค นันนินก้า น. 82, 2-1 มาริโอ เคมเปส น. 105, 3-1 ดาเนียล แบร์ฌตนี่ น. 116 ผู้ชม: 71,483 คน รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม อาร์เจนตินา - อูบัลโด้ ฟิลลอล์, ออสวัลโด้ อาร์ดิเลส (โอมาร์ ลาร์โลซ่า น. 65), ดาเนียล แบร์โตนี่, อเมริโก้ กัลเยโก้, หลุยส์ กัลวาน, เลโอโปลโด ลูเก้, ฮอร์เก้ โอลกูอิน, ออสการ์ ออร์ติส (เรเน่ ฮูเซมัน น.74), ดาเนียล พาสซาเรลล่า, ริคาร์โด้ บิญ่า โค้ช หลุยส์ เมน็อตติ ฮอลแลนด์ - แยน ยองบลัด, วิม แยนเซ่น (วิม ซูร์เบียร์ น. 72), แบน ปอร์ทเฟลีต, รุด โครล, อาเดรียนุส ฮัน, เรเน่ ฟานเดเคอร์คอฟ, วิลลี่ ฟานเดเคอร์คอฟ, ร็อบ เรนเซนบริงค์, โยฮัน นีสเก้นส์, จอห์นนี่ เรฟ(ดิ๊ค นันนินก้า น. 59), เออร์นี่ บรันด์ทส ผู้ตัดสิน: แซร์โจ้ โกเนลล่า(อิตาลี), เอริก ลิเนไมเยอร์(ออสเตรีย), ราม่อน บาร์เรโต้(อุรุกวัย) เรื่องน่ารู้กับอาร์เจนตินา 78 สก็อตแลนด์ สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายที่ อาร์เจนตินา มาได้พร้อมกับความหวังในการเข้ารอบ 2 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อมี เคนนี่ ดัลกลิช กับ แกรม ซูเนสส์ อยู่ในทีม แต่กลับกลายเป็นว่าเริ่มต้นได้ไม่ดี จากการแพ้ เปรู 1-3 และไปเสมอกับ อิหร่าน 1-1 ทำให้นัดสุดท้ายต้องเอาชนะ ฮอลแลนด์ให้ได้ 3 ประตูขึ้นไป หลังจากที่ ร็อบ เรนเซนบริงค์ ยิงให้ฮอลแลนด์ออกนำก่อน ดัลกลิช ก็มาตีเสมอให้ทีมได้ ก่อนที่ อาร์ชี เกมมิลล์ จะยิงคนเดียว 2 ประตูให้นำ 3-1 ในช่วง 20 นาทีสุดท้าย จึงได้ลุ้นเข้ารอบหากว่าทำได้อีกประตู แต่สุดท้ายเป็น จอห์นนี่ เรป ที่มายิงให้เกมจบที่สกอร์ 3-2 ดังนั้นแม้ว่าจะได้ชัยชนะแต่ทีมวิสกี้ ก็ต้องเก็บข้าวของกลับบ้านไป สเปน 1982 แหล่งรวมดารา การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 12 ที่ประเทศสเปน นั้นแม้ว่าพลพรรคอัซซูรี่ จะเป็นทีมที่คว้าแชมป์ไปครอง แต่ก็ถือว่าเป็นฟุตบอลโลกอีกครั้งที่มีคุณภาพสูงเมื่อมีดาราดังๆ ชนิดที่เป็นตำนานมาถึงปัจจุบันลงสนามกันอยู่หลายคนไม่ว่าจะเป็น มิเชล พลาตินี่ ของฝรั่งเศส, ซิโก้ ของบราซิล, คาร์ลไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ ของเยอร์มันตะวันตก รวมทั้งดาวรุ่งของ อาร์เจนตินา ที่ชื่อว่า ดิเอโก มาราโดนา
อิตาลี แม้ว่าจะเป็นทีมแชมป์แต่ก็มาเป็นแชมป์แบบเซอร์ไพรส์ เพราะในรอบแรกนั้นแทบจะเอาตัวไม่รอดต้องผ่านเข้ารอบมาเพราะประตูได้เสียที่ดีกว่า แคเมอรูน แต่พอเข้ารอบสองได้แล้ว กลับกลายเป็นว่าชนะยอดทีมอย่าง บราซิล ได้จึงผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ และคว้าแชมป์ในทีมสุด บราซิลชุดปี 82 จัดว่าไม่ธรรมดา เพราะดาราในทีมมีเพียบโดยเฉพาะแนวรุกที่หาทีมหยุดยั้งได้ยากไม่ว่าจะเป็น ซิโก้, โซคราเตส, ฟัลเกา และ เอเดอร์ แต่ก็ไม่วายแพ้ให้กับ อิตาลี 2-3 เพราะอัซซูรี่ นั้นมี เปาโล รอสซี่ ที่แจ้งเกิดด้วยการทำแฮตทริกในเกมนี้ ก่อนที่จะไปชนะ เยอร์มันตะวันตก 3-1 ในนัดชิงชนะเลิศ พร้อมด้วยการครองรองเท้าทองคำของ รอสซี่ ด้วยจำนวนประตู 6 ประตู ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีเกมที่น่าจดจำอยู่ 2 นัดด้วยกันคือในเกมที่ อิตาลี ชนะ บราซิล ในรอบ 2 และเกมรอบรองชนะเลิศระหว่าง ฝรั่งเศส กับ เยอร์มันตะวันตก ที่สู้กันถึงการยิงลูกโทษที่จุดโทษ แต่กว่าจะเข้ารอบลึกๆ ในการแข่งขันในครั้งนี้ได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ลำบากกว่าที่ผ่านๆ มา จากการที่ ฟีฟ่า เพิ่มทีมในรอบสุดท้ายเป็น 24 ทีมแบ่งเป็น 6 กลุ่ม และรอบสองก็มาแบ่งอีก 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม เพื่อหาเอาทีมแชมป์ไปเล่นในรอบรองชนะเลิศกัน ภายใต้กฎใหม่นี้ก็มีการกำหนดโควตากันใหม่ โดยทีมจากยุโรปนั้นได้เข้ารอบมาทั้งสิ้น 13 ทีม, ทีมจากอเมริกาใต้ 3 ทีม, ทีมจากเอเชีย/โอเชียเนีย 2 ทีม และทีมจากคอนคาเคฟอีก 2 ทีมรวมกับ สเปน เจ้าภาพ และ อาร์เจนตินาแชมป์เก่าเป็น 24 ทีม อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการเพิ่มทีมเป็น 24 ทีมแล้ว แต่ ฮอลแลนด์ รองแชมป์เมื่อปี 74 และ 78 กลับไม่ผ่านรอบคัดเลือกในคราวนี้เมื่อไปเสร็จให้กับ ฝรั่งเศส ในการแข่งขันรอบคัดเลือก ส่วนเกมที่ถือว่าพลิกล็อคสุดๆ ก็คือ เยอร์มันตะวันตก แพ้ให้กับ แอลจีเรีย 1-2 แต่อินทรีเหล็กยังเข้ารอบได้ด้วยประตูได้เสียที่ดีกว่า เหมือนกับที่ อิตาลี ลำบากมาในรอบแรก ในรอบ 2 ฝรั่งเศส และ เยอร์มันตะวันตก ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปแบบสบายๆ ขณะที่ อิตาลี แม้ว่าจะต้องอยู่ร่วมกลุ่มกับ บราซิล และ อาร์เจนตินา แชมป์เก่า แต่ก็ผ่านเข้ารอบมาได้ โดยที่ทีมฟ้าขาวชุดนี้มี ดิเอโก มาราโดนา มาเป็นดาวรุ่งแต่ก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้จากการที่มีวัยเพียงแค่ 21 ปี จึงถูกไล่ออกจากสนามไปในเกมกับ บราซิล รอบรองชนะเลิศ เปาโล รอสซี่ ที่ทำแฮตทริกในเกมกับ บราซิล ในรอบ 2 ยังแรงไม่หยุดยิงคนเดียว 2 ประตูให้ อิตาลีผ่าน โปแลนด์ มา 2-0 ขณะที่เกมอีกคู่นั้น ปิแอร์ ลิทบาร์สกี้ ยิงให้เยอร์มันตะวันตกนำก่อน แต่ฝรั่งเศสก็เสมอได้จาก มิเชล พลาตินี่ จึงต้องต่อเวลา และฝรั่งเศสออกนำถึง 3-1 แต่ก็ถูกตีเสมอ และสุดท้ายทีมจากเมืองเบียร์ชนะจุดโทษ 5-4 ในนัดชิงชนะเลิศ เปาโล รอสซี่ มาทำได้อีกประตู และช่วยให้ทีมเอาชนะ เยอร์มันตะวันตก ไป 3-1 ทำให้ ดิโน่ ซอฟฟ์ กัปตันทีมวัย 40 ปีขึ้นรับถ้วยแชมป์โลกจากกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส ของสเปน พร้อมทั้งเป็นทีมที่ 2 ต่อจาก บราซิล ที่ได้แชมป์โลก 3 สมัย ข้อมูลนัดชิงชนะเลิศ สเปน 82 วันที่ 11 ก.ค. 1982 ที่ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว อิตาลี 3 - 1 เยอร์มันตะวันตก ผู้ทำประตู: 1-0 เปาโล รอสซี่ น. 57, 2-0 มาร์โก ทาร์เดลลี่ น. 69, 3-0 อเลสซานโดร อัลโตเบลลี่ น. 81, 3-1 พอล ไบรท์เนอร์ น. 83 ผู้ชม: 90,000 คน รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม อิตาลี - ดิโน่ ซอฟฟ์, จูเซ็ปเป้ แบร์โกมี่, อันโตนิโอ คาบรินี่, ฟูลวิโอ คอลโลวาติ, เคลาดิโอ เจนติเล่, กาเอตาโน่ สชิเรีย, กาเบรียล โอริอาลี, มาร์โก ทาร์เดลลี่, บรูโน่ คอนติ, ฟรานเชสโก้ กราเซียนี่ (อเลสซานโดร อัลโตเบลลี่ น.7), เปาโล รอสซี่ โค้ช เอนโซ แบร์ซ็อต เยอร์มันตะวันตก - ฮาราลด์ ชูมัคเกอร์, ฮันส์ ปีเตอร์ บรีเกล, พอล ไบรท์เนอร์, คาร์ลไฮนซ์ ฟอสเตอร์, แบร์นด ฟอร์สเตอร์, โวลฟ์กัง เดรมเลอร์(ฮอร์สท ฮรูเบช น.62), ปิแอร์ ลิทบาร์สกี้, เคล้าส์ ฟิชเชอร์, คาร์ลไฮนซ์ รุมเกมนิกเก้ (ฮันซี่ มุลเลอร์ น.70), อูลี่ สตีลิเก้ โค้ช จุ๊ปป์ แดร์วัลล์ ผู้ตัดสิน: อาร์นัลโด้ โคเอลโญ่ (บราซิล), อบราฮัม ไคลน์ (อิสราเอล),โวจ์เทช (เชคโกสโลวะเกีย) เรื่องน่าสนใจกับสเปน 82 เกมที่สนาม เอล โมลินอน ในเมือง กิฆอน เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.1982 จัดว่าเป็นเกมที่พลิกล็อคที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกเมื่อ แอลจีเรีย ทีมน้องใหม่ออกยิงนำทีมยักษ์ใหญ่ และแชมป์ 2 สมัย อย่าง เยอร์มันตะวันตกไปก่อน และชนะไปในที่สุด 2-1 จากประตูชัยของ เบลลูมี่ นอร์แมน ไวท์ไซด์ กองหน้าของไอร์แลนด์เหนือ กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อตอนที่เขาลงเล่นกับ ยูโกสลาเวีย ที่ซาราโกซ่า นั้นเพิ่งจะมีอายุได้แค่ 17 ปีกับอีก 42 วันเท่านั้น และสถิติที่ยังคงดำเนินอยู่จนถึงทุกวันนี้ ส่วนนักเตะที่แก่ที่สุดนั้นเป็นของ โรเจอร์ มิลล่า ของ แคเมอรูน ที่ลงเล่นกับ รัสเซีย ในปี 1994 ขณะที่มีอายุได้ 42 ปีกับอีก 39 วัน ในปี 1982 ยังมีเกมที่ชนะกันขาดลอยที่สุดในรอบสุดท้ายเมื่อ ฮังการี เอาชนะ เอลซัลวาดอร์ ได้ถึง 10-1 ทำให้ทำลายสถิติที่พวกเขาชนะ เกาหลีใต้ 9-0 เมื่อปี 1954 และ ยูโกสลาเวีย ชนะ ซาอีร์ 9-0 ในปี 1974 เม็กซิโก 86 ยุคทองมาราโดนา
การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 13 นั้น เม็กซิโก ถือว่าส้มหล่นเมื่อได้เป็นเจ้าภาพ หลังจากที่โคลัมเบียนั้นประกาศตัวว่าไม่สามารถจัดการแข่งขันได้ในปี 1983 ทำให้เม็กซิโก เป็นชาติแรกที่ได้เป็นเจ้าภาพ 2 ครั้ง แต่กว่าจะจัดการแข่งขันได้ก็ถือว่ามีอุปสรรคเหมือนกันเพราะเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งโชคดีที่ไม่กระทบกระเทือนกับการเตรียมงานมากนัก แต่ก็ทำให้มีคนเสียชีวิตไปร่วม 2 หมื่นคน แต่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้คงไม่มีใครเด่นไปกว่า ดิเอโก มาราโดนา อีกแล้ว
ในปี 86 ก็มีเกมที่น่าจดจำอยู่พอควรและที่หลายคนมองว่าเป็นเกมที่ดีที่สุดของฟุตบอลโลกก็คือเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ บราซิล เจอกับ ฝรั่งเศส รวมทั้งเกมรอบรองชนะเลิศของ เยอรมนีตะวันตก กับ ฝรั่งเศส และ "หัตถ์พระเจ้า" ของ มาราโดนา ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายของอาร์เจนตินา กับ อังกฤษ ในเกมศึกฟอร์คแลนด์ ระหว่าง อาร์เจนตินา กับ อังกฤษ มาราโดนา ได้ชื่อว่าเป็นคนทำ 2 ประตู ให้ทีมชนะไป 2-1 แต่หนึ่งในนั้นเป็นประตูที่เขาใช้มือชกบอลเข้าประตูไป แต่ผู้ตัดสินนั้นผิดพลาดตัดสินให้เป็นประตูจึงเกิดตำนานที่ชื่อว่า "แฮนด์ ออฟ ก็อด" ขึ้นมา และจากนั้นทีมฟ้าขาวก็เดินหน้าผ่าน เบลเยียม ก่อนที่จะได้แชมป์ด้วยการเฉือน เยอรมนีตะวันตก 3-2 ต่อหน้าผู้ชม 115,000 คน ในสนามอัซเตกา สเตเดียม การแข่งขันครั้งนี้ยังมี 24 ทีม ที่ร่วมการแข่งขันในรอบสุดท้ายเหมือนกับที่สเปน แต่ในรอบ 2 นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อใช้วิธีจับคู่เตะน็อคเอาท์ในรอบ 16 ทีม สุดท้ายไปเลย ดังนั้นทีมอันดับ 3 ของบางกลุ่มก็ยังมีโอกาสที่ได้เข้ารอบ และก็มีทีมที่สร้างสีสันทีมใหม่ขึ้นมาคือ โมร็อกโก ที่เป็นทีมจากแอฟริกาทีมแรกที่ผ่านเข้าถึงรอบสอง ฝรั่งเศส ยังเป็นทีมที่แฟนบอลให้การติดตามกับการเล่นที่สวยงามของพวกเขา โดยเฉพาะสี่ขุนพลในแดนกลางที่ประกอบไปด้วย มิเชล พลาตินี, อแลง ชิเรสส์, ฌอน ติกานา และหลุยส์ แฟร์น็องเดซ ซึ่งทีมตราไก่ชุดนี้ก็ประกาศศักดาว่าได้ลุ้นถึงแชมป์ด้วยการเขี่ย อิตาลี แชมป์เก่าด้วยสกอร์ 2-0 ในรอบ 2 และมาชนะ บราซิล ในการดวลจุดโทษของรอบ 8 ทีมสุดท้าย แซมบ้าของกุนซือ เทเล ซานตานา จัดว่าโชคร้ายอย่างยิ่งในเกมที่เล่นกับ ฝรั่งเศส เพราะแม้ว่าเกมจะจบลงด้วยการเสมอกัน 1-1 ใน 120 นาที แต่พวกเขาก็ยิงชนเสาไปถึง 2 ครั้ง และมีโอกาสน่าจะชนะใน 90 นาที จากการได้ลูกจุดโทษก่อนหมดเวลา 12 นาที แต่ โจเอล บัตส์ ถือเป็นฮีโร่ของฝรั่งเศสที่เซฟลูกยิงของ ซิโก้ เอาไว้ได้ และสุดท้ายทีมตราไก่ก็ยิงลูกโทษชนะไป 4-3 แต่สุดท้ายก็ไปแพ้ให้กับ เยอรมนีตะวันตก ที่นำทีมโดยเทรนเนอร์ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ และมี โลธาร์ มัทเธอุส เป็นดาวรุ่ง ในรอบรองชนะเลิศ 0-2 ขณะที่ อาร์เจนตินา นั้นผ่านเบลเยียมในรอบรองชนะเลิศมาแบบสบายๆ ด้วยสกอร์เดียวกับทีมอินทรีเหล็ก มาถึงเกมนัดชิงชนะเลิศ นั้นถือว่าเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมอีกเกมเพราะมีการทำประตูกันถึง 5 ประตู โดยทางฟ้าขาวนั้นออกนำก่อนถึง 2-0 แต่ อินทรีเหล็ก ก็มาตามตีเสมอได้ก่อนที่ มาราโดนา จะใช้ทีเด็ดของตัวเองแทงบอลให้ โฮเซ บูร์รูชากา ยิงประตูตัดสินก่อนหมดเวลา 7 นาที อาร์เจนตินาได้แชมป์โลกสมัยที่ 2 ไปครอง ข้อมูลนัดชิงชนะเลิศ เม็กซิโก 86 วันที่ 29 มิ.ย.1986 ที่ อัซเตกา สเตเดียม อาร์เจนตินา 3 - 2 เยอรมนีตะวันตก ผู้ทำประตู: 1-0 โฮเซ หลุยส์ บราวน์ น. 23, 2-0 ฮอร์เก วัลดาโน น. 55, 2-1 คาร์ลไฮนซ์ รุมเมนิกเก น. 74, 2-2 รูดี โฟลเลอร์ น. 80, 3-2 โฮเซ บูร์รูชากา น. 83 ผู้ชม: 114,600 คน รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม อาร์เจนตินา - เนรี ปุมปิโด, โฮเซ หลุยส์ บราวน์, โฮเซ บูร์รูชากา (มาร์เชโล ทรอมเบียนี น. 90), โฮเซ คูคุฟโฟ, ดิเอโก มาราโดนา, ฮอร์เก วัลดาโน, เฮคเดอร์ เอ็นริเก, ริคาร์โด จุสติ, ฮูลิโอ โฮลาร์ติโกเชีย, ออสการ์ รุกเกอรี โค้ช คาร์ลอส บิลาร์โด เยอรมนีตะวันตก - ฮาราร์ด ชูมัคเกอร์, ฮันส์ ปีเตอร์ บรีเกล, อันเดรียส์ เบรห์เม, คาร์ลไฮนซ์ ฟอสเตอร์, นอร์เบิร์ต เอเดอร์, โลธาร์ มัทเธอุส, เฟลิกซ์ มากัธ (ดีเตอร์ เฮอร์เนสส์ น. 62), คาร์ลไฮนซ์ รุมเมนิกเก, โธมัส แบร์โธลด์, ดีทมาร์ ยาค็อปส์, เคลาส์ อัลลอฟส์ (รูดี โฟลเลอร์ น. 45) โค้ช ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ผู้ตัดสิน: โรมูอัลโด ฟิลโญ (บราซิล), เบอร์นี โมเรรา (คอสตาริกา), เอริค เฟรดริคส์สัน (สวีเดน) เรื่องน่ารู้กับเม็กซิโก 82 4 ปี ก่อนหน้านี้ ฝรั่งเศส ก็เพิ่งแพ้ให้กับ เยอรมนีตะวันตก ในการดวลจุดโทษรอบรองชนะเลิศไปหมาดๆ ในฟุตบอลโลก 1986 ฝรั่งเศส ก็แพ้ให้กับ อินทรีเหล็กอีกครั้ง แต่คราวนี้ เยอรมนีตะวันตกมี อันเดรียส์ เบรห์เม กับ รูดี โฟลเลอร์ ทำคนละประตูให้ทีมชนะไป 2-0 เกมในวันที่ 21 มิ.ย. ฝรั่งเศส มีโชคในเกมที่ชนะบราซิลในรอบ 8 ทีม สุดท้ายเมื่อ โซคราเตส และ ฮูลิโอ ซีซาร์ นั้นยิงจุดโทษให้บราซิลพลาด และในวันเดียวกันนั้น เยอรมนีตะวันตก ได้แสดงให้เห็นถึงความชัวร์ในการดวลจุดโทษ ด้วยการเอาชนะเม็กซิโก เจ้าภาพ อิตาเลีย 90 อินทรีเหล็กครอง 3 สมัย
หลังจากที่พลาดหวังมาในการชิงชนะเลิศ 2 ครั้ง ติดต่อกันของ เยอรมนีตะวันตก มาคราวนี้ อินทรีเหล็ก คว้าแชมป์สมัยที่ 3 มาครอง แต่การแข่งขันที่อิตาลีนั้นครั้งนี้นั้นมีเรื่องที่น่าผิดหวังตรงที่ หลายทีมเล่นกันแบบเน้นเกมรับ ดังนั้นจึงมีหลายคู่ที่ต้องตัดสินผลแพ้ชนะกันด้วยการดวลจุดโทษ โดยเฉพาะในนัดชิงชนะเลิศ ที่แม้ว่าจะไม่ต้องดวลจุดโทษตัดสิน แต่ เยอรมนีตะวันตกต้องใช้ลูกจุดโทษของ อันเดรียส์ เบรห์เม ในการคว้าแชมป์โลกมาครอง และ อาร์เจนตินา ผู้แพ้ในนัดชิงก็เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ไม่สามารถทำประตูได้ในนัดชิงชนะเลิศ รวมทั้งมีผู้เล่นถูกไล่ออกจากสนามถึง 2 คน ด้วยกัน และทั้งสองทีมต่างก็ผ่านรอบรองชนะเลิศมาด้วยการยิงจุดโทษเมื่อ อาร์เจนตินานั้นผ่านอิตาลีเจ้าภาพ และเยอรมนี นั้นผ่าน อังกฤษมา ทีมเซอร์ไพรส์แห่งปี 90 นั้นเป็นของ "หมอผี" แคเมอรูน ที่หลุดเข้ามาได้ถึงรอบ 8 ทีม สุดท้าย และ คอสตาริกา ที่เข้ารอบ 16 ทีม สุดท้ายได้ รวมทั้งมี โรเจอร์ มิลลา ที่ติดทีมมาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายแม้ว่าจะมีวัยปาเข้าไป 38 ปีแล้วก็ตาม นอกจาก มิลลา ที่เป็นที่จดจำจากการเป็นนักเตะที่แก่ที่สุดที่ทำประตูในรอบสุดท้ายด้วยอายุ 38 ปี กับอีก 20 วันแล้ว นักเตะคนอื่นๆ ที่เซอร์ไพรส์ขึ้นมาก็ยังมี ซัลวาตอเร สคิลลาชี และแซร์จิโอ กอยโกเชีย อีก 2 คน โดยที่เจ้า "โตโต้" สคิลลาชี ของอิตาลีนั้นโผล่มาเป็นดาวยิงสูงสุดของทัวร์นาเม้นท์นี้จากการยิงไป 6 ประตู ได้อย่างเหลือเชื่อเพราะก่อนหน้าการแข่งขันรอบสุดท้ายนั้นเพิ่งจะลงเล่นในนามทีมชาติได้ไม่กี่นัด และก็ลงมาเล่นด้วยการเป็นตัวสำรองแต่สุดท้ายก็ระเบิดฟอร์มจนเกือบพาทีมเข้าชิงชนะเลิศได้ ส่วน กอยโกเชีย นายทวารของทีมฟ้า-ขาวก็ทำผลงานได้อย่างเหลือเชื่อเมื่อ เนรี ปุมปิโด นายทวารมือหนึ่งเกิดเจ็บในเกมเปิดสนามกับ แคเมอรูน และลงเล่นแทนมา 7 นัดเสียเพียงแค่ 2 ประตู เท่านั้น โดยในรอบรองชนะเลิศที่ทั้งสองคนมาเจอกันเอง แม้ว่าสคิลลาชี จะยิงได้ 1 ประตู แต่ อาร์เจนตินา ก็ได้ เคลาดิโอ คานิกเกีย ที่จับคู่กับ ดิเอโก มาราโดนา ดับ บราซิล มายิงตีเสมอให้ทีมก่อนจะชนะลูกโทษ ซึ่งก่อนหน้านี้กอยโกเชียก็ช่วยให้ฟ้า-ขาว ผ่าน ยูโกสลาเวีย ในการดวลจุดโทษมาแล้วในรอบ 2 ขณะที่เส้นทางของทีมแชมป์นั้นเริ่มมาอย่างสวยงามตั้งแต่ต้นเมื่อชนะ ยูโกสลาเวีย 4-1, ชนะ ยูเออี 5-1 และ เสมอโคลัมเบีย 1-1 ในรอบแรก ก่อนที่รอบสองจะชนะ ฮอลแลนด์ 2-1 ตามด้วยการพิชิต เช็กโกสโลวะเกีย 1-0 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และยิงลูกโทษชนะ อังกฤษ 4-3 ในรอบรองชนะเลิศหลังจากที่ในเวลาเสมอกัน 1-1 ในนัดชิงชนะเลิศแม้ว่าเยอรมนีตะวันตก จะต้องเอาชนะด้วยการเป่าจุดโทษของผู้ตัดสินชาวเม็กซิกัน แต่เรื่องของรูปเกมนั้นทีมอินทรีเหล็ก ทำได้เหนือกว่ามากจากการที่มีนักเตะชั้นยอดในทีมมากมายไม่ว่าจะเป็น โลธาร์ มัทเธอุส, อันเดรียส์ เบรห์เม, รูดี โฟลเลอร์, เจอร์เกน คลินส์มันน์, เจอร์เกน โคห์เลอร์ และโธมัส เฮสเลอร์ รวมไปถึงมี ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ เป็นกุนซือ จึงจัดว่าเป็นปีที่เหมาะสมที่สุดที่อินทรีเหล็กจะได้แชมป์โลก 3 สมัย เป็นทีมที่ 3 ต่อจาก บราซิล และ อิตาลี ข้อมูลนัดชิงชนะเลิศ อิตาเลีย 90 วันที่ 8 ก.ค.1990 ที่โอลิมปิก กรุงโรม เยอรมนีตะวันตก 1 - 0 อาร์เจนตินา ผู้ทำประตู: 1-0 อันเดรียส์ เบรห์เม จุดโทษ น. 85 ผู้ชม: 73,603 คน รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม เยอรมนีตะวันตก - โบโด อิล์กเนอร์, อันเดรียส์ เบรห์เม, เจอร์เกน โคห์เลอร์, เคลาส์ เอาเกนธาเลอร์, กีโด บุ๊ควัลด์, ปิแอร์ ลิทบาร์สกี, โธมัส เฮสเลอร์, รูดี โฟลเลอร์, โลธาร์ มัทเธอุส, โธมัส แบร์โธลด์, เจอร์เกน คลินส์มันน์ โค้ช ฟราน เบคเคนบาวเออร์ อาร์เจนตินา - แซร์จิโอ กอยโกเชีย, โฮเซ บาซูอัลโด, โฮเซ บูร์รูชากา, กุสตาโว เดซ็อตติ, ดิเอโก มาราโดนา, เนสเตอร์ โลเรนโซ, โรแบร์โต เซนซินี, โฮเซ แซร์ริซูเอลา, ออสการ์ รุกเกอรี, ฮวน ซิโมน, เปรโดร ทรอกลิโอ โค้ช คาร์ลอส บิลาร์โด ใบแดง - เปโดร มอนซอน (อาร์เจนตินา) น. 65, กุสตาโว เดซ็อตติ (อาร์เจนตินา) น .87 ผู้ตัดสิน: เอดการ์โด เมนเดซ (เม็กซิโก), อาร์มันโด โฮเยส (โคลัมเบีย), มิชาล ลิสท์เควิช (โปแลนด์) เรื่องน่ารู้กับ อิตาเลีย 90 โตโต้ สคิลลาชี เจ้าของรางวัลรองเท้าทองคำในครั้งนี้ถือว่าโด่งดังขึ้นมาในช่วงข้ามคืน เพราะก่อนหน้าที่จะทำการแข่งขันฟุตบอลโลก กองหน้าของยูเวนตุสรายนี้เพิ่งจะเล่นให้กับทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่มาเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น แต่ในนัดแรกที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมาในเกมกับ ออสเตรีย ก็แจ้งเกิดได้ด้วยการยิงประตูชัยให้ทีมชนะไป 1-0 จนได้เปลี่ยนตัวมาในเกมกับสหรัฐอีกครั้ง และแม้ว่าจะยิงไปได้แต่จากนั้นไปเขาก็ยิงประตูให้ทีมได้ทุกนัดที่ลงสนาม รวมทั้งเกมชิงที่ 3 ที่อิตาลี เอาชนะอังกฤษ 2-1 แต่จากนั้นเขาก็ค่อยๆ หายไปจากทีมชาติ จึงถือว่าเป็นดาราของอัซซูรี่ ได้เพียงแค่ 3 สัปดาห์ เท่านั้น ยูเอสเอ 94 แซมบ้าครองโลก ฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ไปเล่นในดินแดนที่เป็นกลางระหว่าง ยุโรป กับ อเมริกาใต้ และเกมการแข่งขันที่ออกมาก็จัดว่าเป็นฟุตบอลโลกที่ดีจะติดอยู่ก็เพียงแค่ในนัดชิงชนะเลิศที่ บราซิล กับ อิตาลี เล่นกันโดยไม่มีประตูเกิดขึ้นเท่านั้นแต่ในเกมอื่นนั้นมีทั้งการถล่มประตูกัน ความตื่นเต้น น้ำตา และเรื่องเซอร์ไพรส์ที่เป็นบทละครได้ลงตัวเหลือเกิน
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกครั้งนี้นั้นมีสิ่งที่น่าสนอยู่ที่เซอร์ไพรส์ของ บัลแกเรีย ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยประสบชัยชนะในรอบสุดท้ายแต่คราวนี้เข้าไปได้ถึงรอบรองชนะเลิศ โดยเฉพาะในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่เอาชนะ เยอรมนี ที่รวมประเทศเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ ดิเอโก มาราโดนา ถูกขับออกจากการแข่งขันจากการถูกตรวจพบสารกระตุ้น และเรื่องน่าเศร้าที่ อันเดรส เอสโคบาร์ กองหลังของโคลัมเบีย โดนยิงเสียชีวิตหลังจากที่ทำเข้าประตูตัวเองและกลับบ้านเกิดไปได้ไม่กี่วัน ส่วนเจ้าภาพสหรัฐแม้ว่าจะเป็นทีมเล็กๆ แต่ภายใต้การนำทีมของ โบรา มิลูติโนวิช ก็สามารถผ่านเข้ารอบสองได้ และแม้ว่าจะแพ้บราซิลในรอบต่อมา แต่ก็ถือว่าเล่นได้อย่างสูสี โดยบรรดาทีมเต็งของการแข่งขันนั้นแซมบ้าจัดว่าเป็นทีมที่เล่นได้ยอดเยี่ยมเด่นชัดที่สุด และก็สมควรแล้วกับการได้แชมป์โลกสมัยที่ 4 เป็นทีมแรกของโลก การแข่งขันครั้งนี้นั้นเริ่มพังสถิติกันมาตั้งแต่การแข่งขันในรอบคัดเลือก เมื่อมีทีมเข้าร่วมการแข่งขันมากเป็นประวัติการณ์ถึง 147 ประเทศ แต่ทีมจากยุโรปหลายทีมก็ไม่ได้เล่นในทัวร์นาเม้นท์นี้ทั้ง "สิงโตคำราม" อังกฤษ, เดนมาร์ก แชมป์ยุโรปปี 1992, โปรตุเกส, โปแลนด์ รวมทั้ง ฝรั่งเศส ที่ตกรอบเพราะแพ้ บัลแกเรีย ในเกมรอบคัดเลือกนัดสุดท้าย และ ยูโกสลาเวีย ที่ติดปัญหาสงครามกลางเมือง สถิติอีกอย่างที่เกิดขึ้นก็คือเรื่องของผู้ชมที่มีผู้เข้าชมเกมในสนามถึง 3,587,538 คน ด้วยกัน เรื่องระบบการแข่งขันยังคงมี 24 ทีม แต่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการคิดคะแนนโดยเป็นครั้งแรกที่ให้ 3 คะแนน กับผู้ชนะไม่เหมือนที่เคยได้แค่ 2 คะแนน เหมือนก่อน ทีมม้ามืดของการแข่งขันในรอบแรกก็คือ ซาอุดีอาระเบีย จากเอเชียที่เข้ารอบสองในครั้งนี้ได้ รวมทั้ง ซาอิด โอไวรัน ดาวเด่นของทีมยังยิงประตูที่ดีสุดของทัวร์นาเม้นท์นี้เมื่อลากเดี่ยวครึ่งสนามไปยิงเบลเยียม รอบที่น่าสนใจที่สุดของการแข่งขันครั้งนี้ก็คือรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่ บราซิล ต้องพบกับ "กังหันลม" ฮอลแลนด์ ในเกมสุดมันส์ที่ บรังโก้ ยิงฟรีคิกให้ทีมชนะไป 3-2, อิตาลี ก็ไม่ยอมตายง่ายๆ ในรอบ 16 ทีม สุดท้าย ทั้งๆ ที่ถูก ไนจีเรีย นำไป 1-0 จนเหลือเวลาอีก 90 วินาที จะหมดเวลาและมีผู้เล่นแค่ 10 คน แต่ก็ยังได้ โรแบร์โต บักโจ้ มาตีเสมอก่อนจะชนะ 2-1 ในช่วงต่อเวลา ก็พลิกสถานการณ์ด้วยบักโจ้ ชนะ สเปน 2-1 และที่สุดของรอบนี้ก็คือ เยอรมนี แชมป์เก่าต้องตกรอบเพราะ บัลแกเรีย ด้วยสกอร์ 1-2 สำหรับเกมนัดชิงชนะเลิศนั้นเป็น บราซิล ที่เฉือน สวีเดน มา 1-0 ในรอบรองชนะเลิศพบกับ อิตาลี ที่ผ่านบัลแกเรีย มา 2-1 กลับกลายเป็นเกมที่น่าเบื่อเนื่องจากทั้งคู่เน้นในเรื่องของเกมรับแน่นจนเกินไป โรมาริโอ กับ เบเบโต้ ที่ฟอร์มดีมาตลอดก็เล่นไม่ออก ดังนั้นนัดนี้จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่ต้องตัดสินแชมป์กันด้วยการยิงลูกโทษตัดสิน และแล้วก็เป็น โรบี บักโจ้ ที่เล่นดีมาตลอดทั้งทัวร์นาเม้นท์ที่เป็นคนพลาดในการดวลจุดโทษ ทำให้บราซิลได้แชมป์สมัยที่ 4 ไปครองซึ่งก็เป็นครั้งแรกของพวกเขาในรอบ 24 ปี ข้อมูลนัดชิงชนะเลิศ ยูเอสเอ 94 วันที่ 17 ก.ค. 1994 ที่โรส โบว์ล บราซิล 0 - 0 อิตาลีบราซิลชนะลูกโทษ 3-2) ผู้ทำประตู: ไม่มี ผู้ชม: 94,194 คน รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม บราซิล - ทัฟฟาเรล, จอร์จินโญ (คาฟู น. 21), เมาโร ซิลวา, บรังโก้, เบเบโต้, ดุงกา, ซินโญ (วิโอลา น. 106), โรมาริโอ, อัลแดร์เอีย, มาซิโอ ซานโตส, มาซินโญ โค้ช คาร์ลอส อัลแบร์โต ปาร์ไรรา อิตาลี - จิอันลูกา ปายูกา, อันโตนิโอ เบนาริโว, เปาโล มัลดินี, ฟรังโก บาเรซี, โรแบร์โต มุสซี (ลุยจิ อปอลโลนี น. 35), โรแบร์โต บักโจ้, เดเมทริโอ อัลแบร์ตินี, ดิโน บักโจ้ (อัลเบริดเก เอวานี น. 95), นิโกลา แบร์ตี, โรแบร์โต โดนาโดนี, ดานิเอเล มัสซาโร โค้ช อาร์ริโก ซาคคี ผู้ตัดสิน: ซานดอร์ พูห์ล (ฮังการี), เวนันซิโอ คอนเซปซิโอ(ปารากวัย), ฟานาเอล ดาวูด (อิหร่าน) สำรอง ออสการ์ ลาโมลินา (อาร์เจนตินา) เรื่องน่ารู้กับยูเอสเอ 94 โรเจอร์ มิลลา ยังตามมายิงประตูให้ แคเมอรูน ในฟุตบอลโลกคราวนี้ด้วยการยิงในเกมที่แพ้ รัสเซีย 1-6 ในรอบแรกจึงได้บันทึกชื่อให้เป็นนักเตะที่แก่ที่สุดที่ทำประตูได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายด้วยอายุ 42 ปี 1 เดือนกับอีก 8 วัน ส่วนนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ก็คือ เปเล่ ที่ยิงประตูในเกมกับ เวลส์ เมื่อปี 1958 ที่สวีเดน เมื่อตอนนั้นเขาเพิ่งอายุได้ 17 ปี กับอีก 239 วัน โอเล็ก ซาเลนโก กองหน้าของรัสเซียไม่ได้เป็นตัวจริงให้กับรัสเซีย ในทุกนัดที่ 2 สนาม แต่การยิงคนเดียว 5 ประตู ในเกมกับแคเมอรูนนั้นทำให้เขายิงประตูได้ 5 ประตู ในการลงสนามให้ทีมชาติเป็นนัดที่ 7 และใช้เวลาไม่ถึง 60 นาที แต่หลังจากนั้นเขาก็ต้องเลิกเล่นก่อนเวลาอันควรเนื่องจากสุขภาพไม่ดี ฟรองซ์ 98 ซูเปอร์ซีดาน
ศึกฟรองซ์ 98 เป็นฟุตบอลโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อทางฟีฟ่าให้ทีมเข้ารอบสุดท้ายมาถึง 32 และเพิ่มการแข่งขันมาเป็น 64 นัด จากเดิมที่เล่นกัน 52 นัด เมื่อมี 24 ทีม รวมทั้งฝรั่งเศสเจ้าภาพยังมีการเปิดสนามแห่งใหม่คือ สต๊าด เดอฟรองซ์ ในแซงต์ เดอนีย์ ทางตอนเหนือของกรุงปารีส ซึ่งก็เป็นการต้อนรับการเป็นแชมป์สมัยแรกของเจ้าภาพที่มาพร้อมกับความยอดเยี่ยมของ ซีเนอดีน ซีดาน
ส่วนทีมที่น่าผิดหวังที่สุดของการแข่งขันครั้งนี้ก็คือ "กระทิงดุ" สเปน ที่ผ่านรอบคัดเลือกมาอย่างสวยงาม แต่พอมาเล่นในรอบสุดท้ายนั้นกลับกลายเป็นว่าตกเพียงแค่รอบแรกเมื่อเริ่มนัดแรกด้วยความพ่ายแพ้ต่อ ไนจีเรีย 2-3 ตามด้วยการเสมอกับ ปารากวัย 0-0 ส่วนเกมสุดท้ายแม้ว่าจะไล่ถล่ม บัลแกเรีย ไป 6-1 แต่ก็ไม่ช่วยให้เข้ารอบได้ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ทีมอันดับ 3 ของกลุ่มไม่มีสิทธิเข้ามาเล่นในรอบนี้แล้ว มีเกมที่น่าสนใจอยู่ที่เมือง แซงต์ เอเตียน เมื่อ "สิงโตคำราม" อังกฤษ โคจรมาพบกับ "ฟ้าขาว" อาร์เจนตินา อีกครั้ง และในช่วง 45 นาที แรกจัดว่าเป็นเกมที่เล่นกันสนุกเอาการเมื่อ กาเบรียล บาติสตูตา ยิงจุดโทษให้อาร์เจนตินาออกนำตั้งแต่นาทีที่ 6 แต่ อลัน เชียเรอร์ ก็มายิงจุดโทษคืนในอีก 4 นาทีต่อมา และก็เป็นการฉายเดี่ยวของ ไมเคิล โอเว่น ที่ลากไปยิงให้ทีมขึ้นนำ 2-1 และมาเสมอกันในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากลูกสูตรของ ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ ที่ไปแอบในกำแพง เป็น 45 นาที ที่เปี่ยมคุณภาพด้วยสกอร์ 2-2 แต่ในครึ่งหลังนั้นเกมเปลี่ยนไปหลังจากที่ เดวิด เบ็คแฮม ไปหลงเหลี่ยมของ ดิเอโก ซิเมโอเน จนถูกใบแดงไล่ออกจากสนามไปแต่ก็ไม่สามารถทำประตูกันได้จนจบ 120 นาที และการตัดสินด้วยการยิงลูกจุดโทษนั้น คาร์ลอส โรอา เซฟลูกยิงของ เดวิด แบ็ตตี ในลูกที่ 5 ทำให้ อาร์เจนตินาเข้ารอบ และอังกฤษกลับบ้าน ขณะที่ฝรั่งเศสนั้นช้าแต่ชัวร์ รอบแรกถือว่าไม่มีปัญหา แต่พอรอบสองนั้นต้องใช้เวลา 113 นาที ก่อนที่ โลรองต์ บลองก์ จะยิงโกลเด้นโกล์ให้ทีมได้ ต่อด้วยการไปเสมอกับ อิตาลี แบบน่าแพ้ เพราะในเวลาปกติ โรแบร์โต บักโจ้ มีโอกาสยิงชนคาน ดังนั้นจึงต้องตัดสินด้วยการยิงลูกโทษ และการที่ลุยจิ ดิเบียโจ ยิงไปชนคานก็เป็นการตัดสินให้ ฝรั่งเศสผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ในรอบรองชนะเลิศทีมตราไก่ต้องมาเจอกับ โครเอเชีย ม้ามือของ มิโรสลาฟ บลาเซวิช ที่ถล่มเยอรมนี มา 3-0 และก็เกือบจะพลิกล็อกได้อีกครั้ง เมื่อดาวอร์ ซูเคอร์ ยิงให้ทีมนำก่อน แต่เจ้าถิ่นนั้นมี ลิลิยอง ตูราม กองหลังที่ผีเข้ายิงคนเดียว 2 ประตู พลิกมาชนะ 2-1 และวันแห่งความยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสก็มาถึงในวันที่ 12 ก.ค. เมื่อ บราซิล มีปัญหาภายในทีม และไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะเอาใครลงเล่นระหว่าง โรนัลโด้ ที่เจ็บกับ เอ็ดมุนโด้ แต่สุดท้ายก็เข็นเอา โรนัลโด้ ลงสนาม แต่ทีมไม่ได้ออกมาวอล์มก่อนการลงสนาม ดังนั้นจึงเป็นงานง่ายของ ฝรั่งเศส ที่เมื่อรวมกับความยอดเยี่ยมของ ซีเนอดีน ซีดาน ที่ทำคนเดียว 2 ประตู ก็ทำให้ชาวฝรั่งเศสทั้งชาติได้เฮกัน ข้อมูลนัดชิงชนะเลิศ ฟรองซ์ 98 วันที่ 12 ก.ค. 1998 ที่สต๊าด เดอฟรองซ์ บราซิล 0 - 3 ฝรั่งเศส ผู้ทำประตู: 0-1 ซีเนอดีน ซีดาน น. 27, 0-2, ซีเนอดีน ซีดาน น. 46, 0-3 เอ็มมานูเอล เปอตีต์ น. 90 ผู้ชม: 75,000 คน รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม บราซิล - ทัฟฟาเรล, คาฟู, อัลแดร์เอีย, จูเนียร์ บายาโน, ซีซาร์ ซัมไปโย (เอ็ดมุนโด้ น. 75), โรแบร์โต คาร์ลอส, ดุงกา, โรนัลโด้, ริวัลโด้, ลีโอนาร์โด้, เบเบโต้ โค้ช มาริโอ ซากาโล ฝรั่งเศส - ฟาเบียง บาร์เตซ, บิเซนเต ลิซาราซู, ยูริ จอร์เกฟฟ์ (ปาทริค วิเอรา น. 75), ดิดิเยร์ เดส์ชองส์, มาร์แซล เดอไซญี่, สเตฟาน กิวาร์ช (คริสตอฟ ดูการ์รี น. 66), ซีเนอดีน ซีดาน, ลิลิยอง ตูราม, เอ็มมานูเอล เปอตีต์, ฟรองค์ เลอเบิฟ, คริสติยอง การอมเบอ (อแลง โบโกซิยอง น. 57) โค้ช เอมเม ฌัคเกต์ ใบแดง - มาร์แซล เดอไซญี่ (ฝรั่งเศส) น. 68 ผู้ตัดสิน: ซาอิด เบลโคลา (โมร็อกโก), มาร์ค วอร์เรน(อังกฤษ), อัชมัต ซาลี (แอฟริกาใต้) สำรอง อับดุล ราห์มาน อัลซาอิด (ซาอุดีอาระเบีย) เรื่องน่ารู้กับฟรองซ์ 98 ศึกฟรองซ์ 98 จัดว่าเป็นการแข่งขันที่ประสบความสำเร็จรายการหนึ่ง จากการที่เพิ่มทีมในรอบสุดท้ายมาเป็น 32 ทีม ทำให้ทุกทีมเน้นเกมรุกกันมาขึ้น เนื่องจากในรอบแรกอันดับ 3 ของกลุ่มจะไม่มีโอกาสเข้ารอบเหมือนครั้งที่มีแค่ 24 ทีม รวมทั้งยังมีการแจ้งเกิดของบรรดาดาวรุ่งอย่าง อาเรียล ออร์เตกา ของ อาร์เจนตินา, เธียร์รี อองรี ของฝรั่งเศส และ ไมเคิล โอเว่น ของอังกฤษ ทำให้ศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้มีการทำประตูกัน 171 ประตู จาก 64 นัด โดยมี ดาวอร์ ซูเคอร์ ของโครเอเชีย เป็นดาวยิงสูงสุดด้วยการยิงไป 6 ประตู *ขอขอบพระคุณผู้ให้ข้อมูลอย่างสูง* 评论 (5)
引用通告此日志的引用通告 URL 是: http://cristianoronaldo7manu.spaces.live.com/blog/cns!ECF3380A13718E3F!289.trak 引用此项的网络日志
|
|
|